ข่าวสารอุตสาหกรรม

07 ตุลาคม 2558

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2558 พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานยังคงสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหินตามแผนพัฒนา กำลังการผลิตไฟฟ้าระยะยาว 21 ปี (2558-2579) หรือพีดีพี 2015 ที่ 20-25% ในปี 2579 แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนสำหรับโครงการลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ขนาด 800 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา กำลังการผลิตรวม 2 พันเมกะวัตต์ เนื่องจากกระทรวงพลังงานคาดหวังว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินจะเกิดขึ่นตามแผนกระทรวง พลังงานต้องการทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่มากกว่า รวมทั้งจะพิจารณาสิทธิประโยชน์ให้กับชุมชนเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีการนำกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเข้ามาดูแลชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ส่วนความจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินข้ามาแม้จะถูกมองว่าประเทศมีปริมาณ ไฟฟ้าสำรองอยู่ในปริมาณมากเกินความจำเป็นนั้น ต้องเข้าใจว่าปริมาณสำรองที่พูดถึงนั้นคิดจากกำลังการผลิตติดตั้ง แต่หากคิดจากปริมาณไฟฟ้าผลิตเข้าระบบได้จริงจะไม่ถึง 25% อีกทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นการทดแทนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ กระทรวงพลังงานต้องการลดสัดส่วนการใช้ก๊าซลงมา ต้องการกระจายความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงให้มากขึ้น หากโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามแผน กระทรวงพลังงานจะทบทวนแผนพีดีพี 2015 ในปี 2559 ต่อไปเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ อาทิ อาจปรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซมากขึ้น หรือเพิ่มพลังงานทดแทนมากขึ้น แต่สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าตามแผนพีดีพี 2015 มีความเหมาะสมแล้ว โดยกำหนดให้สัดส่วนก๊าซในการผลิตไฟฟ้าลดลงเหลือ 30-40% ถ่านหิน 20-25%

พล.อ.อนันต พรกล่าวว่า สำหรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนตามแผนพัฒนาพลังงานและแผนพัฒนาพลังงานทาง เลือก (เออีดีพี) โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) มีสัดส่วน 6 พันเมกะวัตต์ ในปี 2579 นั้น เบื้องต้นยังคงเป็นไปตามแผน เนื่องจาก ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ทั้ง 5 แผนแล้ว แต่หากในอนาคตโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นไม่ได้ อาจต้องนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีเพิ่มขึ้น เพื่อนำมาผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ดังนั้นอาจต้องทบทวนแผนดังกล่าวด้วย เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับค่าไฟในอนาคต

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 7 ตุลาคม 2558 หน้า 11 เรื่อง ไฟฟ้า http://www2.dede.go.th/news_energy/pdf58/071058-02.pdf